ไขข้อสงสัย ลมยางรถยนต์เท่าไรถึงพอดี พร้อมแนะนำวิธีเช็กง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

เช็กลมยางรถยนต์ ขั้นตอนสำคัญก่อนเดินทางไกลที่ไม่ควรมองข้าม

ถ้าพูดถึงการดูแลรถยนต์ หลายคนคงจะนึกถึงการล้างรถ ทำความสะอาด ดูแลความสวยงามของภายนอก ส่วนที่เหลือก็ให้เป็นหน้าที่ของอู่ในการจัดการ แต่ในความเป็นจริง หนึ่งในวิธีการดูแลรถยนต์ง่าย ๆ เพื่อให้สามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัย คือการหมั่นเช็กลมยางรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ

เพราะลมยางรถยนต์ที่แข็งหรืออ่อนเกินไป อาจส่งผลต่อการขับขี่ หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ดูแลอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุที่อันตรายตามมาได้ ดังนั้น ในบทความนี้อู่ทิพย์สุวรรณกลการจึงอยากจะพามาทำความรู้จักกับการเช็กลมยางง่าย ๆ ด้วยตัวเอง พร้อมแนะนำลมยางรถยนต์ที่เหมาะกับรถแต่ละประเภท เพื่อให้สามารถเติมลมยางได้อย่างเหมาะสม

ลมยางรถยนต์ คืออะไร สำคัญอย่างไร

ก่อนอื่นเราจะพามาทำความรู้จักกับลมยางรถยนต์กันก่อน ลมยางรถยนต์ คือก๊าซที่ถูกอัดเข้าไปภายในยางเพื่อสร้างแรงดัน และทำหน้าที่พยุงน้ำหนักรถยนต์ให้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างสมดุล ปลอดภัย นุ่มนวล โดยทั่วไปลมยางจะถูกแบ่งเป็น 2 ประเภท คือลมยางธรรมดา และลมยางไนโตรเจน ซึ่งรถแต่ละประเภทก็จะมีค่าลมยางที่เหมาะสมแตกต่างกันออกไป แต่ผลลัพธ์ของการเติมลมยางที่เหมาะสม จะช่วยให้รถเกาะถนนดีขึ้น ยืดอายุการใช้งานของยาง และที่สำคัญคือจะช่วยประหยัดน้ำมันได้มาก

ทำไมจึงไม่ควรมองข้ามการเช็กลมยางรถยนต์

หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าลมยางที่ไม่เหมาะสม ส่งผลในหลาย ๆ ด้าน เช่น ทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักจนเปลืองน้ำมัน อายุการใช้งานของยางลดลง รวมถึงยังเสี่ยงต่อการขับขี่ เพราะจะทำให้ควบคุมรถได้ยาก รถไม่เกาะถนน ต้องเพิ่มระยะเบรกมากขึ้น เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้

ลมยางรถยนต์เท่าไรถึงพอดี

ค่าลมยางที่เหมาะกับรถแต่ละคัน จะแตกต่างกันออกไป ซึ่งค่าที่ถูกต้องสามารถดูได้จากคู่มือประจำรถ หรือป้ายข้างประตูรถฝั่งคนขับ เพื่อความปลอดภัยและการยึดเกาะถนนที่ดีที่สุด โดยทั่วไปรถเก๋ง หรือรถส่วนบุคคล ควรเติมลมยางตามขนาดของรถ เช่น ขนาดเล็ก 25-30 PSI, ขนาดกลาง 30-35 PSI, ขนาดใหญ่ 35-40 PSI

ส่วนรถกระบะ จะต้องเติมลมยางประมาณ 35-40 PSI และรถตู้จะต้องเติมมากถึง 43-55 PSI ขึ้นอยู่กับผู้โดยสารและน้ำหนักของรถ แต่เพื่อความถูกต้อง แนะนำให้ยึดค่ามาตรฐานตามคู่มือหรือป้ายรถ จะแม่นยำ และถูกต้องที่สุด

วิธีเช็กลมยางรถยนต์ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ

วิธีการเช็กลมยางรถยนต์โดยไม่ใช้อุปกรณ์ สามารถทำได้โดยหมั่นสังเกตรถของตัวเอง ดังนี้

  • สังเกตการทรงตัวของรถ: รถอาจมีอาการส่ายเมื่อเข้าโค้งหรือเปลี่ยนเลน หรือเหยียบเบรกแล้วรถจมลงไป เป็นอาการของลมอ่อน
  • สังเกตเสียงผิดปกติ: ถ้าขับด้วยความเร็วแล้วได้ยินเสียงร้องของยาง หรือขับผ่านพื้นผิวไม่เรียบแล้วมีเสียงกุกกัก เป็นไปได้ว่าอาจเกิดจากลมยางอ่อน
  • สังเกตความรู้สึกขณะขับขี่: ถ้าหากพวงมาลัยหนัก จนควบคุมรถได้ยาก หรือรถลื่นง่าย ไม่เกาะถนน อาจเป็นสัญญาณของลมยางผิดปกติ

อย่างไรก็ตาม วิธีข้างต้นเป็นเพียงการเช็กด้วย “ความรู้สึก” เท่านั้น เพื่อความแน่นอน แนะนำให้เช็กโดยใช้อุปกรณ์ และเติมลมยางให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับการขับขี่

วิธีเช็กลมยาง โดยใช้อุปกรณ์

ในส่วนของการเช็กลมยางโดยใช้อุปกรณ์ สิ่งที่คุณต้องมีคือเกจวัดลมยาง ซึ่งในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบ สามารถเลือกใช้งานได้ตามสะดวก โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. จอดรถในที่ร่ม และปล่อยให้ยางเย็นลงก่อน เพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำ
  2. คลายฝาเกลียวบนก้านวาล์วของยางรถยนต์ออกและวางไว้บริเวณที่ปลอดภัยป้องกันการสูญหาย
  3. เสียบเกจวัดลมยาง และอ่านเกจวัดสำหรับแรงดันลมยางปัจจุบัน เพื่อดูว่ามีค่า PSI ที่เหมาะสมหรือไม่ ขณะเชื่อมต่อจะมีเสียงอากาศเล็ดลอดออกมาเป็นปกติ
  4. ถ้าลมอ่อน ให้เติมลมยางเข้าไปจนกว่าจะอยู่ในระดับที่เหมาะสม หรือถ้าลมแข็งเกินไป ให้ปล่อยลมออกทางก้านวาล์ว
  5. ทำซ้ำให้ครบกับยางทั้ง 4 เส้น ก็จะได้ค่าที่เหมาะสม พร้อมให้ขับขี่ได้อย่างปลอดภัย

อาการของลมยางรถยนต์ ที่อ่อนหรือแข็งเกินไป

ถ้าหากลมยางรถยนต์อ่อนเกินไป จะทำให้รู้สึกว่าเมื่อขับรถจะไม่มั่นคง โยกไปมาเมื่อขับบนถนนที่ไม่เรียบ อีกทั้งยังทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักจนเปลืองน้ำมัน ถ้าหากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้แก้มยางบิดตัวจนเกิดความร้อนทำให้ความร้อนสะสมและแรงดันภายในยางเพิ่มขึ้น เสี่ยงต่อยางระเบิดได้

ในขณะที่ถ้าหากลมยางแข็งเกินไป เมื่อขับอาจไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติมากนัก แต่เมื่อเข้าโค้งจะรู้สึกว่าประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนลดลง อีกทั้งการเบรกยังต้องใช้ระยะเบรกมากกว่าปกติอีกด้วย ถ้าขับด้วยความเร็วแล้วตกหลุมหรือเกิดแรงกระแทกรุนแรง ก็อาจทำให้ยางระเบิดได้เช่นเดียวกับลมยางอ่อน

เติมลมยางไนโตรเจน vs ลมธรรมดา ต่างกันไหม

หนึ่งในสิ่งที่หลายคนสงสัย คือลมยางธรรมดา กับลมยางไนโตรเจน ต่างกันอย่างไร? จริง ๆ แล้วลมยางธรรมดาก็มีไนโตรเจนผสมอยู่ แต่จะมีไอน้ำมาเจือปน ในขณะที่ลมยางไนโตนเจน จะเป็นไนโตรเจนบริสุทธิ์แทบทั้งหมด ข้อแตกต่างคือก๊าซไนโตรเจนจะมีความเสถียรมากกว่า มีการตอบสนองต่ออุณหภูมิน้อยกว่าและลมยางมีแรงดันที่สม่ำเสมอเมื่อวิ่งบนถนน ทำให้มีโอกาสรั่วไหลน้อย และเกิดสนิมยาก

แต่ลมธรรมดา เนื่องจากมีออกซิเจนและน้ำปนมาก ทำให้ยางสึกหรอเร็ว มีโอกาสรั่วไหลได้ง่ายกว่า และเสี่ยงต่อการระเบิดถ้าบรรทุกหนักเกินไป หรือวิ่งด้วยความเร็วเป็นระยะทางไกล ๆ โดยไม่หยุดพัก อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะอยากหันไปใช้ลมยางไนโตรเจน แต่เราอยากจะบอกว่าถ้าหากรู้จักประเมินสภาพรถ และใช้งานตามความเหมาะสม ลมธรรมดาก็ไม่ได้แย่ไปกว่าไนโตรเจน

อีกสิ่งที่ควรพิจารณา คือเรื่องของค่าใช้จ่าย และแหล่งเติมลม โดยไนโตรเจนจะต้องเข้าอู่หรือศูนย์บริการที่มีลมยางไนโตรเจน ส่วนลมยางธรรมดาสามารถหาเติมได้ในปั๊มน้ำมันทั่วไป อีกทั้งยังไม่เสียค่าใช้จ่าย แนะนำให้ทำความเข้าใจรถของตัวเอง และเลือกใช้อย่างเหมาะสมจะดีที่สุด

รับบริการตรวจเช็กลมยางรถยนต์ได้ที่ อู่ทิพย์สุวรรณกลการ

ถ้าหากคุณขับแล้วรู้สึกว่ารถมีความผิดปกติ จนทำให้ไม่สบายใจ สามารถเข้ามาให้อู่ทิพย์สุวรรณกลการช่วยตรวจสอบให้ได้ โดยอู่ของเราเป็นอู่ที่ได้มาตรฐาน และครบวงจร มีทีมช่างที่มีประสบการณ์ พร้อมด้วยเครื่องมือทันสมัย มั่นใจได้ว่าหลังออกจากอู่รถของคุณจะสามารถขับได้อย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ถ้าสนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์ 081-354-9667

แชร์บทความนี้:

บทความล่าสุด

ไขข้อสงสัย อู่ในเครือ vs อู่นอกเครือประกัน แบบไหนดีกว่า

ไขข้อสงสัย อู่ในเครือประกัน vs อู่นอกเครือประกัน แบบไหนตอบโจทย์กว่า ในการขับรถแม้ว่าจะระมัดระวังมากแค่ไหน แต่อุบัติเหตุก็สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ซึ่งเมื่อเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นแล้ว ขั้นตอนถัดมาอย่างการเลือกอู่ซ่อมรถก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะถ้าเลือกอู่ที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจทำให้เสียเงินเกินความจำเป็น อีกทั้งรถยังอาจถูกซ่อมมาอย่างไม่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถเลือกอู่ซ่อมรถได้อย่างเหมาะสม ในบทความนี้อู่ทิพย์สุวรรณกลการจึงจะมาสรุปข้อดีและข้อจำกัดของอู่สองแบบ ทั้งอู่ในเครือประกัน และอู่นอกเครือประกัน พร้อมแนะนำแนวทางการเลือกอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถเลือกซ่อมได้อย่างถูกต้องครับ สรุปประเด็นสำคัญ อู่ในเครือประกัน คืออู่ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานโดยบริษัทประกันภัย สามารถนำรถเข้าซ่อมได้ทันที มีบริษัทประกันประสานงานให้ อู่นอกเครือประกัน มีข้อดีคือได้รับรถเร็ว ไม่ต้องรอคิวนาน แต่อาจต้องสำรองจ่ายก่อน และอาจเสียค่าส่วนต่างเพิ่มเติม อู่ในเครือประกัน และอู่นอกเครือ มีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกันออกไป ควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจ แนวทางการเลือกอู่ที่เหมาะสม ควรเปรียบเทียบราคาหลาย ๆ

Read More »

ประกันรถยนต์จำเป็นไหม เข้าใจวิธีเลือกประกันรถยนต์ให้เหมาะกับคุณ

ประกันรถยนต์จำเป็นไหม เข้าใจข้อเสียของการไม่มีประกัน และวิธีเลือกประกันรถยนต์ ขับรถแล้วโดนชนท้าย โดนขับตัดหน้ากะทันหันจนเบรคไม่ทัน หรือแม้แต่เบียดกับมอเตอร์ไซต์ ปัญหาเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นได้โดยอยู่เหนือการควบคุม เพราะแม้ว่าคุณจะขับรถอย่างระมัดระวังมากแค่ไหน แต่รถคันอื่นที่ประมาทก็อาจจะทำให้รถของคุณเสียหายได้อยู่ดี  เราเข้าใจดี และอยากจะบอกว่าถ้าหากคุณทำประกันรถยนต์เอาไว้ กรณีเกิดอุบัติเหตุ คุณจะสามารถนำรถเข้าซ่อมโดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม หลายคนก็อาจจะยังมีข้อสงสัย หรือลังเลใจในการทำประกัน ในบทความนี้ อู่ทิพย์สุวรรณกลการ จึงจะพามาไขข้อสงสัยว่าประกันรถยนต์จำเป็นไหม? พร้อมแนะนำวิธีเลือกประกันให้เหมาะกับรถของแต่ละคน ประกันรถยนต์คืออะไร ประกันรถยนต์ คือสัญญาคุ้มครองระหว่างบริษัทประกันกับผู้รับประกัน เพื่อรับผิดชอบค่าเสียหายเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นการเฉี่ยวชนเล็ก ๆ หรืออุบัติเหตุรุนแรง โดยความคุ้มครองจะขึ้นอยู่กับประเภทประกันที่เลือก ซึ่งเจ้าของรถสามารถเลือกได้ตามการใช้งาน งบประมาณ และระดับความเสี่ยงของตัวเองได้อย่างอิสระ ข้อเสียของการไม่ทำประกันรถยนต์ การทำประกันรถยนต์ ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละคน แต่เพื่อให้เข้าใจถึงผลที่จะตามมา

Read More »

ทำความเข้าใจประกันรถยนต์ พร้อมวิธีเลือกประกันและอู่ซ่อมให้ได้มาตรฐาน

ประกันรถยนต์จำเป็นไหม รวมข้อควรรู้สำหรับคนใช้รถ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการขับรถยนต์ แม้ว่าตัวเราเองจะระมัดระวังมากแค่ไหน แต่อุบัติเหตุก็เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ดังนั้น การทำ “ประกันรถยนต์” จึงช่วยบริหารความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี เพราะจะช่วยคุ้มครองทั้งตัวของคุณเอง และรถคันโปรด อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับประกันรถยนต์ หรือบางคนอาจจะมองว่าไม่จำเป็น ถ้ารถเสียก็แค่ซ่อม ในบทความนี้จึงจะมาตอบทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับประกันรถยนต์ จะเป็นยังไง ไปดูพร้อมกันได้เลย ประกันรถยนต์ คืออะไร ประกันรถยนต์ คือสัญญาคุ้มครองระหว่างบริษัทประกันกับผู้รับประกัน เพื่อรับผิดชอบค่าเสียหายเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น หรือเหตุฉุกเฉิน โดยความคุ้มครองก็จะขึ้นอยู่กับประเภทประกันที่เลือก ซึ่งเจ้าของรถสามารถเลือกได้ตามการใช้งาน งบประมาณ และระดับความเสี่ยงของตัวเอง ทำไมต้องทำประกันรถยนต์ การทำประกันรถยนต์ จะช่วยให้สามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจ เพราะถ้าหากเกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าคุณจะถูกหรือผิด บริษัทประกันจะช่วยดูแลค่าเสียหายที่เกิดขึ้น กรณีที่ต้องมีการซ่อมรถ

Read More »

อยากให้รถกลับมาสภาพดี เหมือนใหม่

โทรหรือแอดไลน์เพื่อสอบถามรายละเอียด
เราพร้อมให้คำแนะนำก่อนตัดสินใจเข้าซ่อม